Black Ribbon

ส.อ.ท. ยันประชาพิจารณ์ มอก. เหล็กเส้นใหม่ เน้นปลอดภัย ไม่เลือกข้างเทคโนโลยี

19 สิงหาคม 2569
ส.อ.ท. ยันประชาพิจารณ์ มอก. เหล็กเส้นใหม่ เน้นปลอดภัย ไม่เลือกข้างเทคโนโลยี
  • นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. สนับสนุนหลักการกำหนดกรรมวิธีผลิตเหล็กเส้นเกรดสูง (BOF/EAF) ใน มอก. ฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำว่าเป้าหมายหลักคือ การยกระดับ "ความปลอดภัยสาธารณะ"
  • ชี้แจงว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติต่อเทคโนโลยี แต่เป็นการ "กำหนดความสามารถขั้นต่ำทางโลหะวิทยาให้เหมาะสมกับความเสี่ยง" ของเหล็กที่ใช้ในโครงสร้างหลัก และเหล็กต้านแผ่นดินไหว
  • ยืนยันว่าการปรับปรุง มอก. ไม่ได้เป็นการปิดกั้นโรงงานที่ใช้เทคโนโลยี Induction Furnace (IF) ทั้งหมด โดยยังสามารถผลิตเหล็กสำหรับงานก่อสร้างขนาดเล็กหรือส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างหลักได้
  • อธิบายว่าการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทางมีความจำเป็น เนื่องจากเหล็กเกรดสูงขึ้น (SD 60-80) ต้องการความแม่นยำในการควบคุมองค์ประกอบทางเคมี ซึ่งเทคโนโลยี IF มีข้อจำกัดในการกำจัดสิ่งเจือปน

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงจุดยืนต่อการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 24 หรือเหล็กเส้นข้ออ้อย ฉบับใหม่ ในรับฟังความคิดเห็น “โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต” จัดขึ้นโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา

นายบัณฑูรย์ กล่าวในการสัมมนาว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กขอสนับสนุนหลักการในการกำหนดกรรมวิธีต้นทางแบบ Basic Oxygen Furnace (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) ให้เหมาะสมกับระดับคุณภาพ และความปลอดภัยที่มาตรฐานกำลังยกระดับขึ้น โดยเฉพาะเหล็กที่ใช้ในโครงสร้างหลักของอาคาร และเหล็กเกรดต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งควรมีการปรุงน้ำเหล็กภายนอกเตาหลอม (Secondary/External Refining) เพื่อลดความเสี่ยงตามลักษณะการใช้งาน

ยกระดับความแกร่ง SD 60-80 ต้องคุมเข้มต้นทาง

เหตุผลสำคัญในการยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ เนื่องจาก มอก. ฉบับใหม่มีการปรับเพิ่มคุณสมบัติความแข็งแรงของเหล็กจากเดิมสูงสุดระดับ SD 50 ไปสู่ระดับ SD 60, 70 และ 80 รวมถึงขยายขนาดหน้าตัดเหล็กจาก 40 มม. เป็น 50 มม. กำหนดอัตราส่วนคราก เพื่อให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลอย่างญี่ปุ่น “ไม่ใช่มาตรฐานระดับเดิมที่เป็นมา

นายบัณฑูรย์ กล่าวย้ำว่า เมื่อมีการห้ามใช้กระบวนการทำให้เย็นตัวด้วยน้ำ (Tempcore) ในเหล็กเกรดสูงเหล่านี้ การควบคุมองค์ประกอบทางเคมีจึงต้องใช้ความแม่นยำสูงมากด้วยแนวทาง Microalloy ร่วมกับการรีดควบคุมอุณหภูมิ (Thermo-Mechanical Processing) ดังนั้น การพิจารณาเพียงผลทดสอบปลายทางจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องดูที่ความสามารถของกรรมวิธีต้นทางในการทำน้ำเหล็กที่มีคุณภาพสม่ำเสมอด้วย

ชี้ข้อจำกัดเทคโนโลยี IF เสี่ยงคุมสิ่งเจือปนไม่ได้

สำหรับประเด็นเทคโนโลยี Induction Furnace (IF) นั้น นายบัณฑูรย์ ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดทางวิชาการว่า เป็นกระบวนการหลอมที่ไม่มีกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนขั้นต้น (Primary Refining) เหมือนระบบ EAF หรือ BOF ที่ใช้การพ่นออกซิเจน

“คุณภาพน้ำเหล็กของระบบ IF จึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของเศษเหล็ก (Scrap) เป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเศษเหล็กคุณภาพดีไม่เพียงพอ การกำหนดกรรมวิธีที่มีความสามารถในการขจัดสิ่งเจือปนได้ดีกว่าจึงเป็นการลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง” นายบัณฑูรย์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงมาตรฐาน GB 1499.2-2024 ของจีน ซึ่งระบุชัดเจนว่าเหล็กต้านแผ่นดินไหวเกรดสูงต้องผลิตด้วยระบบ Converter (BOF) หรือ Electric Arc Furnace (EAF) เท่านั้น โดยไม่ยอมรับกรรมวิธีอื่นใดรวมทั้ง IF แม้จะมีการปรุงน้ำเหล็กภายนอก (External Refining) ก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานของประเทศที่ผลิตเหล็กมากที่สุดในโลกก็ให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำเหล็กตั้งแต่จุดเริ่มต้น

สืบค้นเหตุจีนเลิก IF ไม่ใช่แค่ลดกำลังผลิตส่วนเกิน

ต่อกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าจีนยกเลิกระบบ IF ในปี 2017 เพียงเพื่อลดกำลังผลิตส่วนเกินนั้น นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า จากการสืบค้นพบว่าจีนมุ่งเน้นการ “กำจัดกำลังผลิตที่ด้อยคุณภาพ” และไม่เป็นไปตามมาตรฐานออกจากระบบ ในขณะที่จีนยังคงส่งเสริมการผลิตด้วยระบบ EAF อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงกว่า

นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า ในด้านผลกระทบต่อตลาด ยืนยันว่าการปรับปรุง มอก. ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการปิดกั้นโรงงาน IF ทั้งหมด โดยโรงงานเหล่ายังสามารถผลิตเหล็กเส้นกลมสำหรับงานก่อสร้างขนาดเล็กหรือส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างหลักได้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ที่ให้จำกัดการใช้เหล็กตามระดับความเสี่ยงของอาคาร

ส่วนความกังวลเรื่องราคาเหล็กที่จะสูงขึ้น นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้จำกัด และสามารถจัดการได้ เนื่องจากกลไกตลาด และมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ยังทำงานอยู่ และยังมีเหล็กเส้นกลมที่ IF ผลิตได้เป็นทางเลือกเทียบเคียง อีกทั้งโรงงานทุกแห่งยังสามารถนำเข้าเหล็กแท่ง (Billet) ที่มีคุณภาพจากต่างประเทศมารีดเป็นเหล็กเส้นได้ ทำให้ตลาดไม่ได้เหลือผู้ผลิตเพียงกลุ่มเดียว ต้นทุนในกรรมวิธีเพื่อยกระดับคุณภาพในการผลิตเหล็กเกรดสูงขึ้นจะเป็นไปได้มากกว่า

ชูความปลอดภัยสาธารณะเป็นที่ตั้ง

นายบัณฑูรย์ เน้นย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนจะได้จากการปรับมาตรฐานครั้งนี้คือ “ความปลอดภัยสาธารณะ” ที่มั่นใจได้มากขึ้น เนื่องจากเหล็กเส้นเป็นวัสดุที่ฝังอยู่ในโครงสร้างซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้หลังจากอาคารเสร็จสมบูรณ์แล้ว การป้องกันความเสี่ยงที่ต้นทางจึงมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังช่วยให้การกำกับดูแลของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการตรวจปลายทางเพื่อชดเชยข้อจำกัดของกระบวนการผลิต เปลี่ยนเป็นการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่เป็นสากลแทน


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.